2008/Apr/30

Title : Unforgettable
Chapter : 3
Author : misszuppy
Genre : Romantic, Drama, Triangle
Pairing : Changmin X Junsu / Yunho X Jaejoong / Kangta X Yoochun
Rating : PG-13 (อาจจะมากกว่านี้ แต่โดยรวมแล้วน่าจะประมาณนี้ค่ะ ^^)
Summary : “ว้า ถูกเห็นซะแล้ว”

Author notes : เพิ่มคู่ คังตะxมิก นะคะ



Unforgettable


Chapter 3

การสอบวัดผลครั้งสุดท้ายของนักศึกษาปี 4 ใกล้เข้ามาทุกที ชางมิน จุนซู และแจจุง เลือกโต๊ะหินอ่อนหน้าตึกมัณฑนศิลป์เป็นที่ปักหลักอ่านหนังสือ เคลียงานสารพัด ตลอดจนทำวิทยานิพนธ์ยากแสนยากด้วยกัน ยุ่งจนแทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหน

จองยุนโฮก็คงจะยุ่งเหมือนกันล่ะมั้ง เพราะไม่มีใครเห็นหน้าหมอนั่นมาสักพักแล้ว ถึงดอกกุหลาบจะยังส่งมาให้จุนซูพร้อมการ์ดชวนอ้วกทุกวันแต่แจจุงก็เป็นคนรับแทนทั้งหมด บางที...อาจเป็นเพราะคำพูดของแจจุงก็ได้

“คนอย่างนายไม่ต้องเสียเวลาอ่านหนังสือหรอก แค่ยัดเงินให้ทางมหา’ลัยก็เรียนจบได้ง่ายๆแล้วนี่นา มิน่าล่ะถึงได้มีเวลามาตามตื๊อแฟนคนอื่นเขาแบบนี้”

ถ้าเป็นเพราะคำพูดของคนปากจัดจริงๆ ชางมินก็คงต้องขอบคุณหลายๆรอบเสียแล้วล่ะ เพราะอีกไม่นานพวกเขาทั้งสามก็จะเรียนจบ และก็คงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าหมอนั่นอีกแล้ว ชางมินยิ้มอย่างสุขใจ ความคิดเพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะทำให้เขาอ่านหนังสือได้อย่างมีความสุขผิดกับใครอีกคน

“เฮ้อ” แจจุงถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยของวัน จนจุนซูที่ทนไม่ไหวแล้วต้องหันมาบ่นด้วยอดจะรำคาญไม่ได้

“แกจะถอนหายใจจนลำไส้หลุดออกมาทางจมูกถึงจะพอใจใช่ไหม? เป็นอะไรแจจุง?” คนถูกบ่นทำหน้ายู่ ความคิดที่ว่าคงไม่ได้เห็นหน้าจองยุนโฮอีกแล้วบั่นทอนจิตใจเขาอย่างประหลาด แต่เจ้าตัวก็ปากแข็งเกินกว่าที่จะพูดมันออกมาตรงๆ

“ร้อน อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง” ตอบเพื่อนรักไปอย่างนั้น พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้เชื่อเช่นนั้นด้วย

‘ฉันอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเพราะอากาศร้อนเกินไป ไม่ใช่เพราะจองยุนโฮ’

“เหอๆ ฉันก็เหมือนกันว่ะ” จุนซูยิ้มแหยๆ หันไปมองคนรักที่กำลังอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง เหมือนจะรู้ตัว ชางมินวางหนังสือและพูดขึ้น

“พักกันหน่อยดีไหม?” พวกเขาอ่านหนังสือมานานแล้ว พักบ้างก็ดีเหมือนกัน

“เออดี รอคำนี้มานานละ” แจจุงรีบตอบ จนชางมินและจุนซูได้แต่หัวเราะอย่างขันๆ

จุนซูแปลกใจ เขาอาจจะเป็นคนพูดมากในบางครั้งก็จริง แต่เวลาที่ต้องใช้สมาธิทำอะไรอย่างจริงจังเขาก็ทำได้ดีเสมอ วันนี้เขาเองก็ตั้งใจอ่านหนังสือเต็มที่แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย อาจจะเป็นเพราะอากาศร้อนไปอย่างที่แจจุงว่า บางทีคืนนี้ถ้าเขาอ่านทั้งหมดนั่นอีกครั้งอาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้

จุนซูไม่รู้ตัวเลยว่าทุกวันนี้แค่จดจำอดีตไว้ได้ก็เกินกว่าที่สมองของเขาจะรับไหวแล้ว อย่าว่าแต่จำอะไรยากๆอย่างนี้เลย ขนาดจองยุนโฮเห็นหน้าอยู่บ่อยจุนซูยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำเป็นแกล้งลืมอย่างที่ใครเข้าใจ

วันหนึ่งความทรงจำของสมองคงจะจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความทรงจำในหัวใจเท่านั้น

ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าจะปรานีเขาไปจนถึงเมื่อไร...


~~~~~~~~~~

กลิ่นดอกกุหลาบอวลอยู่จางๆในห้องของคิมแจจุง ร่างบางนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะเขียนแบบตัวเก่ง ภาพล๊อบบี้โรงแรมซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายถูกเขียนขึ้นอย่างเบามือ ลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาแผ่วเบาให้จมูกได้กลิ่นกุหลาบชัดขึ้นเล็กน้อย มือเรียวชะงักไปนิดหนึ่ง แจจุงถอนหายใจเฮือกก่อนจะลงมือวาดต่อ

กุหลาบที่ใครคนนั้นมอบให้จุนซูทุกวันพร้อมกับถ้อยคำอ่อนหวาน จุนซูรำคาญหมอนั่นและชางมินก็ไม่ชอบใจ เพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีอาสาเอาดอกไม้พวกนี้ไปทิ้งแทนทุกที ถ้าอย่างนั้นห้องของแจจุงก็คงเป็นถังขยะ เพราะกุหลาบทุกช่อล้วนแล้วแต่อยู่ในห้องของเขาก่อนจะถูกทิ้งเพราะเหี่ยวแห้งไปแล้วนั่นแหละ

อีกไม่นานก็คงจะเรียนจบ และคงไม่ได้เจอยุนโฮอีกแล้ว ช่วงเวลาหลายวันที่ไม่ได้เห็นหน้ากวนประสาทของหมอนั่นทำให้แจจุงได้คิด อาสาเอาดอกไม้ไปทิ้งแทนหรือกำลังวาดฝันว่ายุนโฮจะมอบดอกไม้ให้เขาบาง หาเรื่องทะเลาะด้วยทุกทีที่เห็นหน้าเพราะไม่ชอบใจหรืออยากให้หมอนั่นสนใจเขามากกว่าจุนซูกันแน่ ถามใจตัวเองดูครั้งแล้วครั้งเล่า

‘นายชอบไอ้บ้านั่นตั้งแต่เมื่อไรกัน?’

“บ้าชิบ” ริมฝีปากสวยสบถออกมาอย่างขัดใจ เส้นที่กำลังตั้งใจวาดเบี้ยวไปจากที่ตั้งใจไว้โขอยู่ มือเรียวคว้ายางลบมาแก้ส่วนที่พลาดไปเบามือ ภาพร่างของล็อบบี้โรงแรมสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกสวยงามด้วยต้นดอกกุหลาบที่ประดับไว้อย่างถูกจุด บอกให้รู้ชัดเจนว่าคิดถึงคนที่มักจะมีดอกกุหลาบมาให้คนนั้นเพียงไร จองยุนโฮมีอิทธิพลกับจิตใจเขามากขึ้นทุกที ต้องรีบตัดใจเสียก่อนที่จะเจ็บ

มือเรียวลากเส้นสุดท้ายอย่างตั้งใจ ผลงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว แจจุงวางดินสอลงพลางให้สัญญากับตัวเอง

“นี่จะเป็นภาพสุดท้ายที่แสดงให้เห็นว่าฉันชอบนาย”

ลุกจากเก้าอี้ หยิบเสื้อคลุมตัวเก่งก่อนจะเดินออกจากห้องไป เสียงประตูปิดดังปังทิ้งให้ภาพวาดมากมายตั้งเกะกะอยู่อย่างนั้น

ภาพเหมือนของผู้ชายชื่อจองยุนโฮ...

~~~~~~~~~~

‘คนอย่างนายไม่ต้องเสียเวลาอ่านหนังสือหรอก แค่ยัดเงินให้ทางมหา’ลัยก็เรียนจบได้ง่ายๆแล้วนี่นา มิน่าล่ะถึงได้มีเวลามาตามตื๊อแฟนคนอื่นเขาแบบนี้’

คำต่อว่าของใครคนนั้นดังก้องอยู่ในหู ร่างสูงวางหนังสือลงหลังจากที่อ่านมือมาหลายชั่วโมง มือหนาบีบนวดคลายอาการปวดตุบๆที่ขมับ ให้ตายเถอะ คิมแจจุงทำให้เขาปวดหัว มันก็จริงอย่างที่หมอนั่นว่า แค่ยัดเงินก็เรียนจบได้ง่ายๆ เพราะนิสัยอยากเอาชนะแท้ๆที่ทำให้เขาต้องปวดหัวอย่างนี้

ไม่ได้เจอจุนซูมาพักหนึ่งแล้ว ดอกไม้ที่ส่งไปให้ทุกวันก็คงโดนคนปากหมานั่นเอาไปทิ้งเสียหมด คิดเราก็ให้รำคาญใจเสียจริง เขาอยากได้จุนซู อยากชนะอย่างไร้ที่ติ เพราะฉะนั้นนอกจากชิมชางมินแล้วเขาคงต้องเอาชนะคิมแจจุงด้วยกระมัง

ริมฝีปากหนายกยิ้มตรงมุมปาก...จนกว่าจุนซูจะเป็นของเขา เขาจะไม่มีวันรามือแน่

~~~~~~~~~~

เวลา...ถ้าจะว่ากันให้ดีก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก

บัณฑิตใหม่กว่าพันคนกระจายตัวกันอยู่ตามมุมต่างๆของมหา’ลัย น่าแปลกที่ช่วงเวลาสอบช่างยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด แต่ครั้นเมื่อเรียนจบกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนลมพัดเพียงวูบ เวลาสี่ปีเพาะบ่มความผูกพันให้หลายคนกลายเป็นเพื่อน เป็นคนรัก เสียงหัวเราะและร้องไห้สลับกับเสียงรัวถี่ยิบของกล้องถ่ายรูป

“เฮ้ย ชางมินถ่ายรูปรวมหน่อยเว้ย” เสียงเพื่อนร่วมคณะวิศวกรรมไฟฟ้าพูดพร้อมกับกวักมือเรียก

“เออ” ตะโกนตอบกลับไปก่อนจะหันมายิ้มหวานให้คนน่ารักที่อยู่ข้างตัว มือใหญ่ขยี้กลุ่มผมนุ่มจนคนตัวเล็กกว่าหลับตาแน่น

“เดี๋ยวมานะเซีย” เซียพยักหน้าเร็วๆให้ทีหยึ่ง ก่อนจะทำหน้ายู่มือเล็กยกขึ้นปัดผมให้เข้าที่เข้าทาง ปริ๊นชิมทำผมเซียยุ่งอีกแล้ว

เสียงโห่ต้อนรับดังขึ้นแทบจะทันทีที่เจ้าชายแห่งคณะวิศวะเดินมาถึง ก็เจ้าหมอนี่ติดแฟนอย่างกะอะไรดี นานๆจะได้แกล้งมันสักที ต้องเอาให้คุ้มหน่อยล่ะ

“เจ้าชายเสด็จแล้วเว้ยพวกเรา”
“เดี๋ยวใช้งานเสร็จจะเอามันไปส่งให้นะครับจุนซู”
“เฮ้ย พอเลยพวกมึง แจจุงโกรธแล้วเห็นไหม”

แถมยังมีลามปามถึงจุนซูกับแจจุงอีกแน่ะ จนแจจุงถลึงตาโตๆใส่นั่นแหละเจ้าพวกนั้นถึงได้หยุดล้อจุนซู แล้วหันมาล้อแจจุงแทน มันน่าถีบปากไหมนี่เจ้าพวกนี้

“ไม่พาจุนซูกับแจจุงมาถ่ายด้วยวะ”

เสียงใครคนหนึ่งเสนอขึ้น จุนซูกับแจจุงสนิทกับสาขานี้น้อยอยู่เสียเมื่อไหร่ เสียงฮืออย่างเห็นด้วยดังขึ้นทั่วบริเวณ ก่อนที่กลุ่มชนชาววิศวกรรมไฟฟ้าจะพากันไปลากตัวแจจุงมา ส่วนจุนซูน่ะเหรอ? ก็ไอ้เจ้าชายนั่นแหละที่เป็นคนจูงมือเดินมา แจจุงคนสวยยังโวยวายไม่หยุด ช่างกล้องคงรำคาญจึงตะโกนบอกให้เตรียมถ่ายรูปกันเสียที

“นับหนึ่งถึงสามหล่อให้เต็มที่นะเว้ย”
“หนึ่ง สอง สาม”

เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเด็กวิศวกรรมไฟฟ้าทั้งสาขายังมีเด็กมัณฑนศิลป์สองคนรวมอยู่ด้วย ภาพชางมินกับจุนซูกุมมือกันแน่น รอยยิ้มแห่งความสุขประทับอยู่บนใบหน้า ภาพแจจุงที่ยังโวยวายจนวินาทีสุดท้ายที่กดชัตเตอร์ คงจะกลายเป็นความทรงจำที่แสนมีค่าของใครหลายๆคน งดงาม...เหลือเกิน

‘ขอพระเจ้าข้าได้โปรดประทับภาพนี้ไว้ในหัวใจคิมจุนซูด้วยเถิด’

จุนซูขอพรทั้งที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...

~~~~~~~~~~

หลังจากเรียนจบได้ไม่นาน ชางมินก็ได้เข้าทำงานในที่ที่เคยฝึกงานเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักศึกษา ส่วนจุนซูและแจจุงได้เป็นนักออกแบบในสถาบันเล็กๆแห่งหนึ่ง แจจุงย้ายมาอยู่ในห้องพักเดียวกับจุนซูเพราะใกล้ที่ทำงานมากกว่า ทีแรกชางมินก็ไม่ยอม แต่พอแจจุงขอร้องแกมขู่เข็ญ บวกกับให้จุนซูช่วยบังคับด้วยอีกแรง สุดท้ายชางมินก็ต้องระเห็จกลับไปนอนบ้านตัวเองด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

การย้ายกลับมาอยู่บ้านของชางมินทำให้พ่อแม่และน้องสาวดีใจกันยกใหญ่ แถมข้อดีอีกอย่างคือบ้านของเขาใกล้ที่ทำงานมากกว่าห้องของจุนซูเกือบเท่าตัว แต่ข้อเสียอย่างยิ่งยวดคือ มันทำให้เขาไม่มีเวลาอยู่กับจุนซูสองคน นอกจากจะมีวันหยุดตรงกันเท่านั้น บ้าจริงๆ เพราะไอ้แจจุงแท้ๆ

ชางมินมักจะโทรหาจุนซูในตอนเช้าและช่วงดึกของทุกวัน วันนี้ก็เช่นกัน มือใหญ่กดโทรศัพท์อย่างคุ้นเคย เสียงรอสายดังขึ้นพักหนึ่งก่อนที่เสียงน่ารักๆจะลอดมาให้ได้ยิน

“ฮัลโหล” ชางมินวาดรอยยิ้มกว้างก่อนจะพูดตอบกลับไป คำพูดหวานๆที่จะพูดกับจุนซูเพียงคนเดียว

“เซีย คิดถึงจัง” ปลายสายเงียบไป ชางมินนึกภาพออก โลมาน้อยคงจะต้องเขินจนหน้าขึ้นสีอยู่แน่ๆ เสียงเล็กอ้อมแอ้มตอบกลับมา

‘ฉันก็เหมือนกัน’

~~~~~~~~~~

ป้ายรถเมล์ในชั่วโมงเร่งด่วนยามเช้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน รถเมล์คันแล้วคันเล่าพาคนกลุ่มหนึ่งไปแล้วเอาอีกกลุ่มเข้ามาแทนที่ จุนซูกับแจจุงยังยืนรออยู่เช่นเดิม รถเมล์สายที่พวกเขารอดูเหมือนจะมาช้ากว่าทุกวัน รถยนต์ราคาแพงแล่นมาจอดเทียบตรงป้ายท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน กระจกอัตโนมัติเลื่อนเปิดออกทีละน้อยก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะปรากฏให้เห็น ใบหน้าของคนที่แจจุงคิดว่าคงไม่ได้เจออีกแล้ว...จองยุนโฮ...

“จุนซูจะไปทำงานเหรอ ให้ฉันไปส่งนะ” หมอนั่นเอ่ยชวน ‘ชวนหรือ นั่นมันคำสั่งชัดๆ’ แจจุงค่อนขอดอยู่ในใจ จุนซูหันซ้ายหันขวาพยายามมองหาจุนซูคนอื่นแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มี คนถูกชวนเลยหันไปมองหน้าหล่อๆนั่นและเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“ขอโทษนะครับ เรารู้จักกันเหรอ?” คำถามที่ทำให้ยุนโฮถึงกับเซ็ง ผิดกับแจจุงที่หัวเราะอย่างล้อเลียน จุนซูนี่แสบจริงๆ

รถเมล์สายที่รออยู่จอดเทียบด้านหลัง Audi สีบรอนซ์เงิน จุนซูเตรียมจะเดินขึ้นรถเมล์ แต่กลับโดนเพื่อนรักคว้าแขนไว้แล้วโยนเข้าไปนั่งเรียบร้อยอยู่บนเบาะหลังรถคันหรู แจจุงเปิดประตูตามเข้ามานั่งกอดอกเชิดหน้าอยู่ข้างคนขับ ไม่สนใจสายตาจะกินเลือดกินเนื้อของยุนโฮแม้แต่น้อย

“รู้สึกว่าฉันจะไม่ได้เชิญนายนะ” คนขับเค้นเสียงรอดไรฟัน ‘ให้ตายเถอะ หมอนี่หน้าด้านชะมัด’ คนไม่ได้รับเชิญหันมาถลึงตาโตๆใส่ ก่อนจะโต้กลับราวกับอ่านใจเขาได้อย่างไรอย่างนั้น

“ถ้าฉันไม่หน้าด้านขึ้นมานั่ง จุนซูก็คงไม่มากับนายด้วยหรอก เลิกบ่นเป็นผู้หญิงแล้วออกรถเสียที” คนถูกว่าเตรียมจะเถียงกลับ แต่เสียงรถเมล์ด้านหลังกลับบีบแตรไล่ไม่หยุด ทำให้ต้องทำตามคำสั่งอย่างเสียไม่ได้

รถยนต์คันหรูแล่นได้นุ่มนวลไร้ที่ติ ผิดกับบรรยากาศระอุในรถยิ่งนัก ความเงียบโรยตัวจนน่าอึดอัด ยุนโฮกำลังอารมณ์เสีย มองจุนซูผ่านกระจกหลังทีไรก็จะต้องเห็นหน้าขาวๆของแจจุงก่อนทุกครั้ง ตาโตๆที่ชอบตวัดมองราวกับรู้ทันนั่นทำให้อารมณ์เสียไม่ใช่น้อย ริงโทนน่ารักดังขึ้นขัดจังหวะความคิด จุนซูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รอยยิ้มน่ารักผุดพรายเพียงแค่เห็นชื่อคนโทรเข้า

“ฮัลโหล” กรอกเสียงตอบรับพลางอมยิ้มอย่างสุขใจ

‘เซีย คิดถึงจัง’ ถ้อยคำหวานกระซิบเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้คนตัวเล็กหน้าขึ้นสีจนต้องเงียบไปพักหนึ่ง

“ฉันก็เหมือนกัน” อ้อมแอ้มตอบกลับไป แจจุงหันมามองคนตัวเล็กก่อนจะหรี่ตามองอย่างรู้ทันจนเพื่อนรักยิ่งหน้าแดงไปกันใหญ่

“ไอ้ชางมินอ่ะเด่ะ” จุนซูพยักหน้าหงึกๆ แจจุงทำเสียงอืออย่างรับรู้แล้วหันกลับไปมองทางอย่างเดิม

“อือ เสียงแจจุงน่ะ กำลังนั่งรถไปทำงาน” จุนซูคุยต่ออย่างมีความสุข คำพูดของจุนซูทำให้ยุนโฮรู้ เสียงอะไรก็ตามในรถคันนี้ดังพอที่ปลายสายจะได้ยิน

“เลี้ยวขวาตรงแยกข้างหน้าใช่ไหมครับจุนซู?” จงใจพูดเสียงดังกว่าปกติ ‘นายคงยังไม่ลืมเสียงฉันหรอกนะ ชิมชางมิน’

“เออ” แจจุงตอบแทน แล้วถือวิสาสะเปิดวิทยุเสียงดัง ดวงตากลมโตตวัดมองอย่างดุๆ

“ฮัลโหล ชางมิน ทำไมเงียบไปล่ะ?” จุนซูเอ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่น

“หุบปากแล้วขับรถไปเงียบๆ” แจจุงสั่ง ยุนโฮไม่พูดอะไรอีกหลังจากนั้น เพราะเท่านี้...ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น

‘สัญญานขัดข้องมั้ง’ ชางมินตอบกลับไปอย่างนั้น ชั่วแวบหนึ่งที่เขาได้ยินเสียงใครบางคนที่ต่างออกไป ก่อนที่เสียงวิทยุจะกลบเสียงนั้นไป คล้ายกับเสียงของจองยุนโฮ...

คิดมากจนหูฝาดแล้วล่ะชิมชางมิน

ชายหนุ่มหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะคุยกับจุนซูต่อไปอย่างมีความสุข...

~~~~~~~~~~

ณ ห้องพักส่วนตัวของแพทย์แผนกสมองโรงพยาบาลโซลเมมโมเรียล ปาร์คยูชอนกรอกกาแฟดำรสขมจัดลงคอ หวังจะให้คาเฟอีนช่วยกระตุ้นให้คิดอะไรออกบ้างแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

เวลาผ่านมากว่าเดือนแล้ว กว่าเดือนที่เขาปล่อยให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง เขาถูกจับตามองแทบจะตลอดเวลาจนกระดิกตัวทำอะไรนอกคำสั่งไม่ได้เลย อย่าว่ากระนั้นเลย ต่อให้ไม่มีคนจับตามอง เขาก็ติดต่อคุณยุนโฮไม่ได้เลยอยู่ดี หนทางจะติดต่อคนๆนั้นถูกปิดไว้ทั้งหมด เหมือนจะรู้ว่าเขาพยายามขัดคำสั่งประธานจองอย่างไรอย่างนั้น

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ คุณหมอคังตะ ศัลยแพทย์คนเก่งของแผนกสมองจะก้าวเข้ามา ยูชอนยิ้มให้อย่างอ่อนล้าพลางเชิญให้คุณหมอรุ่นพี่นั่งลง

“เครียดเหรอครับคุณหมอปาร์ค?” หมอรุ่นพี่เอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน

“หน้าผมบอกชัดขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ถามกลับไปแทนที่จะตอบ หมอคังตะพยักหน้าหงึกๆก่อนจะพูดต่อ

“คนเราเวลาตั้งใจกับอะไรมันก็แสดงออกมาทางสีหน้าและการกระทำทั้งนั้น แล้วนายก็ทำหน้ายุ่งเสียขนาดนั้นจะไม่ให้พี่เป็นห่วงได้ยังไง” คนเด็กกว่าขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าพี่คังตะจะมาเป็นห่วงเขาทำไม คังตะถอนหายใจเฮือก

“ถ้าไม่อยากให้พี่เป็นห่วง เราก็อย่าแสดงออกให้พี่เห็นชัดนักจะได้ไหม” บ่นๆแกมขอร้องยิ่งทำให้คิ้วเรียวขมวดหนักขึ้นไปอีก

“พี่ต้องการอะไรกันแน่ครับ?” ถามออกไปตรงๆ คำพูดของหมอคังตะทำให้เขารู้สึกเหมือน...

“ก็กำลังจีบนายน่ะสิ” ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่ดันตาเรียวคมจนยิบหยี

“อย่ามาล้อเล่นแบบนี้นะ” เผลอตัวตวาดกลับไปหน้าขาวซับสีเลือดจางๆ แต่คนตรงหน้าก็ยังยิ้มหวาน ยูชอนเพิ่งรู้สึกตัว เขาเสียมารยาทกับรุ่นพี่ “ขอโทษครับ”

“พี่ไม่โกรธหรอกน่า” พูดพร้อมกับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “แต่ว่าเราต้องเก็บคำพูดของพี่ไปคิดให้ดีๆล่ะ” คังตะยืดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินอ้อมไปกระซิบข้างหูคนขี้โมโหด้วยเสียงแผ่วเบา เสียงกระซิบที่ทำให้ยูชอนถึงกับอึ้งไป

“เพราะมันเกี่ยวข้องกับคิมจุนซู”

คิมจุนซู ชื่อของเด็กคนนั้น คนที่คุณยุนโฮขับรถชน คนที่เขาส่งผลการรักษาผิดพลาด คนที่เขาอยากรักษาให้หายที่สุด!

‘จุ๊บ’

ริมฝีปากหนาทาบทับลงบนแก้มขาวแผ่วเบา ฉุดยูชอนให้ออกมาจากความคิดวุ่นวายสับสน เหมือนสวรรค์จะยังกลั่นแกล้งเขาไม่พอ เพราะพยาบาลที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาดันเห็นภาพนั้นเข้าพอดีเสียด้วย เธอรีบขอโทษขอโพยแล้วปิดประตูแล้วเดินออกไปทันที

“ว้า ถูกเห็นซะแล้ว” แกล้งบ่นออกมาพร้อมรอยยิ้ม ให้คนตัวเล็กกว่าเดือดปุดๆ

“พี่คังตะ!” ตวาดเสียงดังลั่น แก้มขาวขึ้นสีจัดจนน่ากลัวว่าจะสุกกินได้ ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเขินกันแน่ ไม่สนใจแล้วว่าเป็นรุ่นพี่หรือใครที่ไหน คังตะหัวเราะก่อนจะเดินลอยหน้าลอยตาออกจากห้องไป แล้วประตูก็ปิดลง

ยูชอนกระแทกตัวลงบนเก้าอี้นุ่มอีกครั้ง แล้วสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆบนโต๊ะ ข้อความที่เขียนว่า

‘โทรหาพี่ด้วยนะ’ พร้อมเบอร์โทรและรูปหัวใจเสร็จสรรพ เห็นแล้วก็อยากจะปาทิ้งนัก แต่คำพูดของคนกะล่อนก็แวบผ่านเข้ามาในความคิดเสียก่อน

‘แต่ว่าเราต้องเก็บคำพูดของพี่ไปคิดให้ดีๆล่ะ...เพราะมันเกี่ยวข้องกับคิมจุนซู’

ยูชอนชะงักมือที่กำลังจะขว้างเศษกระดาษยู่ยี่นั่นทิ้ง ก่อนจะคลี่มันออกอีกครั้ง ในสมองคิดทบทวนเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา...

~~~~~~~~~~

“แจจุงๆ ตื่นได้แล้ว” จุนซูเขย่าตัวเพื่อนรักที่ยังงัวเงียอยู่บนเตียง นี่มันเลยเวลาเข้างานมาเป็นชั่วโมงแล้ว ทำไมแจจุงถึงยังนอนอยู่ได้ก็ไม่รู้ จุนซูมองนาฬิกาอย่างร้อนรน ก่อนจะเขย่าตัวแจจุงแรงขึ้นอีก

“ไปทำงานสายแล้วนะ” จุนซูบ่นออกมาเสียงดัง ในที่สุดแจจุงก็ทนรำคาญไม่ไหว ลุกขึ้นมานั่งมองโลมาน้อยจอมโวยวาย ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกับหาวหวอดๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด

“วันนี้วันหยุดนะ นายจะปลุกฉันแต่เช้าทำไมเนี่ย” บ่นกลับไปบ้าง

“วันนี้วันหยุดเหรอ” จุนซูถาม วันหยุดหรือ ทำไมเขาถึงไม่รู้ล่ะ

“เออสิ” แล้วแจจุงก็ต้องอึ้ง จุนซูในชุดทำงานเต็มยศถือกระเป๋าเอกสารเต็มยศเหมือนวันทำงานไม่มีผิดกำลังยืนทำหน้าแหยอยู่ปลายเตียง “อย่าบอกนะว่านายจะไปทำงานน่ะ”

“ก็ฉันไม่รู้นี่นา” แก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม คนเพิ่งตื่นถอนหายใจเฮือก เมื่อวานยังคุยเรื่องจะไปเดทให้เขาฟังอยู่แท้ๆ แล้วตอนนี้ดันจะไปทำงานเสียอย่างนั้น

“เออ ชางมินมันรู้คงได้โกรธตายเลย” แกล้งประชดด้วยอยากจะเอาคืนที่ถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้าโดยไม่จำเป็น

“ทำไมชางมินต้องโกรธด้วยล่ะ?” ถามพลางขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แจจุงถลึงตามองจนตาที่ว่าโตอยู่แล้วยิ่งโตเข้าไปอีก

“คิมจุนซู นายลืมว่าวันนี้จะไปเดทกับไอ้ชางมินใช่ไหม?” ถามเสียงดังอย่างไม่อยากจะเชื่อ จุนซูทำหน้าเหวอ มือเล็กๆยกขึ้นปิดปาก อาการที่บอกให้แจจุงรู้ได้ทันทีว่าจุนซูลืมไปจริงๆ ‘เป็นไปได้ไงวะ?’ ถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจ

“ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลยนะคิมจุนซู” แจจุงออกคำสั่ง เจ้าตัวเล็กวิ่งตื๋อเข้าห้องไปทันทีโดยไม่ต้องพูดซ้ำ เวลาผ่านไปไม่นานก็วิ่งออกมาหยิบข้าวของใส่กระเป๋า โบกมือบ๊ายบายให้เพื่อนรักแล้ววิ่งออกจากห้องไป

แจจุงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง อดจะเป็นห่วงจุนซูขึ้นมาไม่ได้ จู่ๆจุนซูก็กลายเป็นคนขี้ลืม แล้วคราวนี้ก็ถึงกับลืมนัดกับชางมิน หมอนั่นคงทำงานหนักจนเบลอไปแน่ๆ เฮ้อ เจ้าบ้านี่น้า

~~~~~~~~~~

จุนซูวิ่งมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ตาก็จ้องดูนาฬิกาข้อมือไปด้วย กว่าจะถึงที่หมายคงจะเลยเวลานัดไป 15 นาทีแล้วแน่ๆ คิดแล้วก็ให้ไม่สบายใจขึ้นมา ไม่อยากให้ชางมินต้องเป็นห่วง ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพม์มือถือขึ้นมากดโทรออกอย่างเคยชิน

“ปริ๊นชิม เซียตื่นสายอ่ะ อาจจะไปถึงช้าสัก 20 นาทีนะ” กรอกเสียงลงไป ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมานอกจากความเงียบ จุนซูเริ่มไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว

“นี่ปริ๊นชิม โกรธแล้วเหรอ?” ถ้าลงเสียงให้ออดอ้อนอย่างที่สุด ได้ผล ไม่นานเจ้าชายก็ตอบกลับมา

‘เปล่าหรอก แต่กำลังนึกว่าจะทำโทษคนมาสายยังไงต่างหาก’ จุนซูทำหน้ายู่ ก่อนจะบ่นกลับไปอย่างงอนๆ

“โธ่เอ๊ย ปริ๊นอะไรกันเล่า ใจร้ายที่สุดเลย” บ่นไปอย่างนั้นเอง เสียงหัวเราะดังลอดมาตามสาย คุยกันอีกสองสามคำก็วางสาย รถเมล์มาจอดตรงป้ายพอดี คนตัวเล็กเก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วเดินขึ้นรถไป

เวลาผ่านไปพักหนึ่งก็ถึงจุดหมายแรก จุนซูต้องเปลี่ยนรถอีกต่อหนึ่งเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ร่างเล็กลงจากรถ เดินตรงไปยังป้ายรถเมล์พลางยกมือขึ้นมองนาฬิกาอีกรอบ ยังพอมีเวลา เขาคงไม่สายไปมากกว่านี้ ยังมีที่นั่งว่างอยู่ จุนซูจึงเลือกจะนั่งรออย่างสบายๆ ฮัมเพลงไปด้วย ไม่นานนักรถเมล์สายที่กำลังรอคอยก็มาถึง จุนซูลุกขึ้นเตรียมจะขึ้นรถ แต่แล้วจู่ๆสมองกลับว่างเปล่าอย่างไม่รู้สาเหตุ

‘นี่เรา...กำลังจะไปไหน’ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

รถเมล์ออกตัวไปแล้ว กลับกลายเป็น Audi สีบรอนซ์เงินมาแทนที่ บานกระจกเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าคุ้นตา จุนซูคิดว่าเขารู้จักคนๆนี้แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นใคร

“จะไปไหนเหรอจุนซู?”

~~~~~~~~~~





To be continue...




Talk...

ขอโทษที่มาต่อช้าค่ะ แต่งตอนที่แต่งตอน 3 เกือบเสร็จแล้วมันก็โดนไวรัสกินหมดเลย พยายามกู้คืนเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ เลยต้องแต่งใหม่หมดเลย ร้องไห้โศกเศร้า
พอปั่นตอนนี้เสร็จก็รีบลงเลย คำผิดอะไรก้ไม่ได้แก้ ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรต้องขออภัยด้วยค่ะ
ขอบคุณคนอ่านทุกคน คำคอมเม้น ตลอดจนถึงการทวงฟิคด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้มิสมีกำลังใจแต่งต่ออย่างมีความสุข ขอบคุณจริงๆค่ะ
คังตะ มิก เป็นไงบ้างคะ? น่ารักไหม? แหมก็เค้ากลัวปาร์คจะเหงานี่นา
สัญญาว่าตอนต่อไปจะมาให้เร็วกว่าเดิมค่ะ
มิสรักคนอ่านทุกคนเล้ยย จุ๊บๆ

ด้วยรัก...misszuppy

edit @ 1 May 2008 13:37:37 by misszuppy

edit @ 1 May 2008 13:38:09 by misszuppy